ลักษณะการรับเสียง (acoustic profile) และความสบายของผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับระบบเบรกได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากแบบการออกแบบและองค์ประกอบวัสดุของผ้าเบรก ทำให้การลดปัญหาเสียงรบกวน แรงสั่นสะเทือน และความรู้สึกหยาบกระด้าง (NVH) กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายระดับสูงสุดด้านวิศวกรรมควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการหยุดรถอย่างแท้จริง อาการเสียงหวีด (brake pad squeal) ซึ่งเป็นเสียงความถี่สูงที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของแรงดันและอุณหภูมิ มักเกิดจากความไม่เสถียรเชิงพลศาสตร์ที่บริเวณพื้นผิวสัมผัสระหว่างวัสดุผ้าเบรกกับจานเบรก โดยเกิดการสั่นแบบติด-หลุด (stick-slip oscillations) ผู้ผลิตจึงรับมือกับปัญหานี้ด้วยวิธีการขั้นสูง เช่น การติดตั้งแผ่นรองหลายชั้น (multi-layer shims) ที่มีสมบัติการดูดซับแรงสั่นสะเทือนแบบวิสโคอีลาสติก (viscoelastic damping) บนแผ่นรองหลังของผ้าเบรก การเจาะร่องหรือกรีดขอบผ้าเบรกเพื่อทำลายรูปแบบการสั่นสะเทือนแบบเรโซแนนซ์ (resonance patterns) และการพัฒนาวัสดุผ้าเบรกแบบคอมโพสิตที่ฝังสารหล่อลื่น เช่น กราไฟต์ หรือทองแดง เพื่อส่งเสริมการสัมผัสแบบเลื่อนผ่านอย่างราบรื่นและไร้เสียง นอกจากเสียงหวีดที่ได้ยินได้แล้ว ผ้าเบรกยังอาจก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนความถี่ต่ำ (judder) หรือแรงสั่นสะเทือนที่รู้สึกผ่านแป้นเหยียบเบรก (pedal pulsation) ซึ่งมักส่งผ่านมาถึงพวงมาลัย โดยสาเหตุมักเกิดจากการถ่ายโอนวัสดุผ้าเบรกไปยังจานเบรกอย่างไม่สม่ำเสมอ หรือความแปรผันของความหนา (runout) ของจานเบรกเอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยกระบวนการเบรกเบรกให้เข้ากันอย่างเหมาะสม (bedding-in procedures) และการใช้ผ้าเบรกคุณภาพสูงที่ผลิตอย่างแม่นยำและสม่ำเสมอ ปริมาณฝุ่นที่เกิดจากการสึกหรอของผ้าเบรกยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ โดยผ้าเบรกแบบเซมิเมทัลลิกแบบดั้งเดิมมักสร้างฝุ่นสีดำที่อุดมด้วยธาตุเหล็กเป็นจำนวนมาก ซึ่งเกาะติดอย่างเหนียวแน่นกับล้ออัลลอย ในขณะที่ผ้าเบรกเซรามิกระดับพรีเมียมได้รับการยกย่องว่าสร้างฝุ่นสีอ่อนกว่าและมีปริมาณน้อยกว่า จึงทำความสะอาดได้ง่ายกว่า ส่งผลให้รักษารูปลักษณ์ภายนอกของรถได้ดีขึ้นระหว่างการล้างรถครั้งถัดไป อย่างไรก็ตาม ฝุ่นเหล่านี้ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านรูปลักษณ์เท่านั้น เพราะองค์ประกอบและปริมาณสะสมของฝุ่นยังอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของชิ้นส่วนใกล้เคียง เช่น ตลับลูกปืนล้อ (wheel bearing) แม้ว่าตลับลูกปืนแบบปิดสนิท (sealed hub bearing units) สมัยใหม่จะออกแบบมาให้มีความต้านทานสูงต่อการปนเปื้อนประเภทนี้ คุณสมบัติทางความร้อนของผ้าเบรกก็มีความสำคัญไม่แพ้กันต่อความสบายและความปลอดภัย เนื่องจากผ้าเบรกที่มีประสิทธิภาพในการกระจายความร้อนต่ำหรือความจุความร้อนต่ำอาจเกิดภาวะเบรกเฟด (brake fade) ระหว่างการใช้งานต่อเนื่อง ส่งผลให้ระยะเหยียบแป้นเบรกยาวขึ้นและรู้สึกนุ่มยวบ (mushier pedal travel) รวมถึงลดความมั่นใจของผู้ขับขี่ ในทางกลับกัน ผ้าเบรกที่ผ่านการออกแบบอย่างดีจะรักษาแรงจับ (bite) และความรู้สึกของแป้นเหยียบ (pedal feel) อย่างสม่ำเสมอทั่วช่วงอุณหภูมิที่กว้างมาก ในบริบทของยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฮบริด การพัฒนาผ้าเบรกต้องเผชิญกับแนวคิดใหม่ เนื่องจากระบบเบรกแบบรีเจนเนอเรทีฟ (regenerative braking) ลดภาระงานของระบบเบรกเชิงกลลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสนิมบนจานเบรกจากการไม่ได้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สูตรผสมของผ้าเบรกจึงกำลังพัฒนาเพื่อรักษาพื้นผิวของโรเตอร์ให้สะอาดและให้ประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอแม้หลังจากช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน โดยยังคงทำงานได้อย่างเงียบสงบเพื่อสอดคล้องกับลักษณะเงียบสงบโดยธรรมชาติของยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) ดังนั้น ผ้าเบรกสมัยใหม่จึงเป็นผลงานอันทรงคุณค่าของการประนีประนอมอย่างลงตัว ที่ทำงานอย่างเงียบเชียบแต่มีประสิทธิภาพ ในการทรงดุลยภาพอย่างรอบด้านระหว่างความต้องการที่ไม่หยุดนิ่งของแรงเสียดทาน ความทนทาน การจัดการความร้อน การทำงานอย่างเงียบสงบ และความสะอาดต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อมอบประสบการณ์การเบรกที่ราบรื่นและน่าไว้วางใจแก่ผู้ขับขี่ในทุกบริบททางวัฒนธรรมและรูปแบบการขับขี่ที่หลากหลาย